"การให้" ยังเป็นบ่อเกิดแห่งความสุขอีกด้วย
กล่าวคือ... ผู้ให้ก็มีความสุข มีความอิ่มเอิบใจ
ผู้รับก็มีความสุข มีกำลังใจ
สังคมส่วนรวมตลอดถึงประเทศชาติ
ก็มีความสุข ผาสุข มีความร่มเย็น
พระราชดำรัสเนื่องในโอกาสวันขึ้นปีใหม่ 31 ธ.ค. 45
จากสมุดบันทึกของ ธกส.
---------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
จากกระแสพระราชดำรัสในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว
"งานช่วยเหลือผู้พิการนี้มีความสำคัญยิ่ง เพราะว่าผู้พิการไม่ได้เป็นผู้อยากพิการ
และอยากช่วยตนเอง ถ้าเราไม่ช่วยเขาให้สามารถที่จะปฏิบัติงานอะไร
เพื่อชีวิตและมีเศรษฐกิจของครอบครัว จะทำให้เกิดสิ่งที่หนักในครอบครัว
หนักแก่ส่วนรวม ฉะนั้นนโยบายที่จะทำก็คือ ช่วยเขาให้เขาช่วยตัวเองได้
เพื่อจะให้เขาสามารถเป็นประโยชน์ต่อสังคม"
---------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
งานสาธารณะกุศลและจิตอาสา
วันพฤหัสบดีที่ 3 มกราคม พ.ศ. 2556
วันพฤหัสบดีที่ 27 ธันวาคม พ.ศ. 2555
บางคนเข้าใจว่าการทำบุญนั้นจะต้องมีเงินสำหรับการทำบุญเท่านั้นจึงจะเรียกว่าบุญ
คนที่ไม่มีเงินหรือมีเงินน้อยก็หมดโอกาสที่จะทำบุญสร้างกุศลได้
หรือหมดโอกาสทำบุญอย่างคนอื่นที่มีเงิน
ซึ่งการทำบุญโดยใช้เงินทำบุญนั้นเป็นหนึ่งในวิธีการทำบุญสิบอย่างเท่านั้น
การทำบุญด้วยเงินเป็นการทำให้ผู้ทำรู้จักเสียสละทรัพย์ของตนเพื่อประโยชน์แก่ผู้อื่น
ละความตระหนี่ถี่เหนียว ละความเห็นแก่ตัว และละความโลภลงได้
บางคนหลงภูมิใจเข้าใจว่าทำบุญทำทานด้วยเงินที่ตนมีมากมายในชีวิตนี้ และได้ทุ่มเททำบุญทำทานด้วยเงินมากมายขนาดนี้จึงถือว่าเป็นบุญที่มากมายมหาศาล หาใครจะมาทำบุญมากเท่าตนมิได้ โดยเฉพาะคนที่ไม่ค่อยมีเงินทำบุญจะมาแข่งวาสนาบารมีในเรื่องการทำบุญไม่ได้ แต่ตนไม่ได้สร้างบุญอย่างอื่นเลย เช่นรักษาศีล, ฟังธรรม ,ทำสมาธิ เป็นต้น จึงเป็นความเข้าใจผิดสำหรับผู้ที่นิยมทำบุญสร้างกุศลด้วยการใช้เงิน และคิดว่าเงินนั้นซื้อบุญได้ เงินนั้นแลกเปลี่ยนเป็นบุญได้
นอกจากการทำบุญที่ต้องใช้เงินแล้วยังมีการทำบุญสร้างกุศลโดยไม่ต้องใช้เงินอีก๙วิธี คนจนคนมีเงินน้อยก็มีสิทธิ์มีโอกาสทำบุญทำกุศลมากมายหลายอย่างที่ไม่ต้องใช้เงินอย่างคนรวยเขาทำกัน บุญอีก๙อย่าง (คือบุญกริยาวัตถุ๑๐ ข้อ๒ ถึงข้อ๑๐ )นั้นสูงมากกว่าบุญที่ทำทานด้วยเงินเพียงอย่างเดียว
บุญกริยาวัตถุ๑๐
๑. ทานมัย คือการทำบุญด้วยการให้ทาน
๒. ศีลมัย คือการทำบุญด้วยการรักษาศีล สำรวมกาย วาจา ให้เรียบร้อย
๓. ภาวนามัย คือการทำบุญด้วยการอบรมจิตใจ เช่นสวดมนต์ ทำสมาธิ
๔. อปจายนมัย คือการอ่อนน้อมถ่อมตน เคารพอ่อนน้อมต่อผู้มีคุณธรรม ผู้มีพระคุณ เป็นต้น
๕. เวยยาวัจมัย คือการช่วยเหลือผู้อื่นในงานที่ชอบ
๖. ปัตตานุโมทนามัย คือการอนุโมทนาบุญที่ผู้อื่นทำไว้ดีแล้ว คือเห็นดีเห็นชอบด้วย
๗. ธัมมัสสวนมัย คือการฟังธรรม การอ่านหนังสือธรรมะ
๘. ธัมมเทสนามัย คือการแสดงธรรม
๙. ปัตติทานมัย คือการแผ่ส่วนบุญกุศลให้แก่ผู้อื่น
๑๐. ทิฏฐุชุกรรม คือการทำความเห็น ปรับความเห็นของตนให้ถูกต้องตามครรลองครองธรรม เช่นการโยนิโสมนสิการ การพิจารณาธรรม
ในเรื่องของ ทาน ศีล ภาวนาที่คนเราปฏิบัติกันอยู่นั้น ทานได้แก่การให้คือเครื่องละงับความโลภ รักษาศีลเป็นเครื่องระงับความโกรธ ภาวนาเป็นเครื่องระงับความหลง
การปฏิบัติเพียงให้ทานรักษาศีล เพียง๒อย่างนี้เป็นบุญที่มีกำลังน้อย ให้สำเร็จเพียงมรรคผลเบื้องต่ำเท่านั้น คือพระโสดาบัน พระสกทาคามี พระอนาคามีเท่านั้น ถ้าเจริญภาวนาไปด้วยก็จะมีกำลังมาก ให้สำเร็จถึงมรรคผลคือพระอรหันตผล แต่ถ้าทำทาน รักษาศีล ทำภาวนา ทำด้วยตัณหาก็เป็นบุญที่มีกำลังน้อย ถ้าไม่ทำด้วยตัณหาก็มีกำลังมากให้สำเร็จมรรคผลได้
ตัณหามี๓อย่างด้วยกัน คือ กามตัณหา ภวตัณหา และวิภวตัณหา
ยกตัวอย่างการทำบุญที่แฝงไว้ด้วยตัณหาทั้งสามอย่าง
กามตัณหา ได้แก่ ความอยาก อยากได้นั่นอยากได้นี่ เช่นทำบุญอยากได้วิมานสวยในสวรรค์ ทำบุญขอให้เกิดชาติใหม่เป็นคนรวย ,เป็นคนหล่อ คนสวย เป็นต้น
ภวตัณหา ได้แก่ ความอยากเป็นนั่นเป็นนี่ เช่นทำบุญหวังไว้ว่าถ้าตายไปจะได้เกิดเป็นเทวดา หรือนั่งสมาธิแล้วหวังไว้ว่าถ้าตายไปจะได้เกิดเป็นพรหม เป็นใหญ่บนสวรรค์ เป็นต้น
วิภวตัณหา ได้แก่ ความอยากเหมือนกัน เป็นความอยากที่ไม่อยากเป็นนั่นไม่อยากเป็นนี่ เช่นทำบุญไว้เพื่อชาติใหม่ไม่อยากเกิดมาจน เป็นต้น
บุคคลที่ทำทาน มีศีล ภาวนา ที่มีความปรารถนาในตัณหาอย่างใดอย่างหนึ่ง คือทำบุญโดยหวังผลตอบแทนไม่ใช่สิ่งที่ผิดแต่อย่างใด แต่กุศลนั้นมีน้อยเรียกว่าวัฏฏคามี เป็นการทำบุญที่ทำให้ต้องกลับมาเวียนว่ายตายเกิดอีกไม่พ้นจากทุกข์ไปได้ ส่วนบุคคลที่ทำทาน รักษาศีล ภาวนา โดยไม่มีตัณหามาเจือปน ไม่หวังผลตอบแทนใดๆ เรียกว่าวิวัฏฏคามี เป็นกุศลที่ทำแล้วพ้นจากการเวียนว่ายตายเกิด ไม่ต้องมาเกิด แก่ เจ็บ ตายอีก
ถามว่า: ทำบุญแล้วไม่อาศัยตัณหาหรือผลตอบแทนแล้วอาศัยอะไร?
ตอบว่า: ให้อาศัยปัญญาพิจารณาถึงกองทุกข์ คือชาติความเกิดมาเป็นขันธ์๕ หรือรูปกับนาม ที่มีความแก่ชรา เจ็บไข้ได้ป่วย มีความแตกดับทำลายไป มีความโศกเศร้าเสียใจด้วยความพลัดพรากจากสังขาร และสิ่งที่เป็นที่รักที่ชอบใจ ความทุกข์ทั้งหลายจะเกิดจะมีต้องอาศัยตัณหา ความดิ้นรนอยากเกิดอยากมีต่อไปในภพหน้า
ตัณหาทั้งหลายพาสัตว์เกิด แก่ เจ็บ ตาย อยู่ในภพทั้ง๓ คือกามภพ รูปภพ และอรูปภพต่อไปอีก ไม่ให้สัตว์ทั้งหลายถึงซึ่งนิพพานออกจากภพชาติได้ ต้องเวียนว่ายตายเกิดอยู่ในวัฏสงสาร ให้เกิด แก่ เจ็บ ตาย อยู่ต่อไปด้วยตัณหานี้เอง
เมื่ออาศัยปัญญาพิจารณาเห็นโทษของตัณหาที่พาเวียนวนตายเกิดนี้แล้ว ก็สิ้นความยินดีที่จะอาศัยตัณหาความอยากในกามคุณ คือรูป รส กลิ่น เสียง เครื่องสัมผัส ให้เกิดความกำหนัดรักใคร่ในโลกีย์นี้อีก
รวบรวมเรียบเรียงโดย พ.ต.อ.ประยูร ดิษฐานพงศ์
บางคนหลงภูมิใจเข้าใจว่าทำบุญทำทานด้วยเงินที่ตนมีมากมายในชีวิตนี้ และได้ทุ่มเททำบุญทำทานด้วยเงินมากมายขนาดนี้จึงถือว่าเป็นบุญที่มากมายมหาศาล หาใครจะมาทำบุญมากเท่าตนมิได้ โดยเฉพาะคนที่ไม่ค่อยมีเงินทำบุญจะมาแข่งวาสนาบารมีในเรื่องการทำบุญไม่ได้ แต่ตนไม่ได้สร้างบุญอย่างอื่นเลย เช่นรักษาศีล, ฟังธรรม ,ทำสมาธิ เป็นต้น จึงเป็นความเข้าใจผิดสำหรับผู้ที่นิยมทำบุญสร้างกุศลด้วยการใช้เงิน และคิดว่าเงินนั้นซื้อบุญได้ เงินนั้นแลกเปลี่ยนเป็นบุญได้
นอกจากการทำบุญที่ต้องใช้เงินแล้วยังมีการทำบุญสร้างกุศลโดยไม่ต้องใช้เงินอีก๙วิธี คนจนคนมีเงินน้อยก็มีสิทธิ์มีโอกาสทำบุญทำกุศลมากมายหลายอย่างที่ไม่ต้องใช้เงินอย่างคนรวยเขาทำกัน บุญอีก๙อย่าง (คือบุญกริยาวัตถุ๑๐ ข้อ๒ ถึงข้อ๑๐ )นั้นสูงมากกว่าบุญที่ทำทานด้วยเงินเพียงอย่างเดียว
บุญกริยาวัตถุ๑๐
๑. ทานมัย คือการทำบุญด้วยการให้ทาน
๒. ศีลมัย คือการทำบุญด้วยการรักษาศีล สำรวมกาย วาจา ให้เรียบร้อย
๓. ภาวนามัย คือการทำบุญด้วยการอบรมจิตใจ เช่นสวดมนต์ ทำสมาธิ
๔. อปจายนมัย คือการอ่อนน้อมถ่อมตน เคารพอ่อนน้อมต่อผู้มีคุณธรรม ผู้มีพระคุณ เป็นต้น
๕. เวยยาวัจมัย คือการช่วยเหลือผู้อื่นในงานที่ชอบ
๖. ปัตตานุโมทนามัย คือการอนุโมทนาบุญที่ผู้อื่นทำไว้ดีแล้ว คือเห็นดีเห็นชอบด้วย
๗. ธัมมัสสวนมัย คือการฟังธรรม การอ่านหนังสือธรรมะ
๘. ธัมมเทสนามัย คือการแสดงธรรม
๙. ปัตติทานมัย คือการแผ่ส่วนบุญกุศลให้แก่ผู้อื่น
๑๐. ทิฏฐุชุกรรม คือการทำความเห็น ปรับความเห็นของตนให้ถูกต้องตามครรลองครองธรรม เช่นการโยนิโสมนสิการ การพิจารณาธรรม
ในเรื่องของ ทาน ศีล ภาวนาที่คนเราปฏิบัติกันอยู่นั้น ทานได้แก่การให้คือเครื่องละงับความโลภ รักษาศีลเป็นเครื่องระงับความโกรธ ภาวนาเป็นเครื่องระงับความหลง
การปฏิบัติเพียงให้ทานรักษาศีล เพียง๒อย่างนี้เป็นบุญที่มีกำลังน้อย ให้สำเร็จเพียงมรรคผลเบื้องต่ำเท่านั้น คือพระโสดาบัน พระสกทาคามี พระอนาคามีเท่านั้น ถ้าเจริญภาวนาไปด้วยก็จะมีกำลังมาก ให้สำเร็จถึงมรรคผลคือพระอรหันตผล แต่ถ้าทำทาน รักษาศีล ทำภาวนา ทำด้วยตัณหาก็เป็นบุญที่มีกำลังน้อย ถ้าไม่ทำด้วยตัณหาก็มีกำลังมากให้สำเร็จมรรคผลได้
ตัณหามี๓อย่างด้วยกัน คือ กามตัณหา ภวตัณหา และวิภวตัณหา
ยกตัวอย่างการทำบุญที่แฝงไว้ด้วยตัณหาทั้งสามอย่าง
กามตัณหา ได้แก่ ความอยาก อยากได้นั่นอยากได้นี่ เช่นทำบุญอยากได้วิมานสวยในสวรรค์ ทำบุญขอให้เกิดชาติใหม่เป็นคนรวย ,เป็นคนหล่อ คนสวย เป็นต้น
ภวตัณหา ได้แก่ ความอยากเป็นนั่นเป็นนี่ เช่นทำบุญหวังไว้ว่าถ้าตายไปจะได้เกิดเป็นเทวดา หรือนั่งสมาธิแล้วหวังไว้ว่าถ้าตายไปจะได้เกิดเป็นพรหม เป็นใหญ่บนสวรรค์ เป็นต้น
วิภวตัณหา ได้แก่ ความอยากเหมือนกัน เป็นความอยากที่ไม่อยากเป็นนั่นไม่อยากเป็นนี่ เช่นทำบุญไว้เพื่อชาติใหม่ไม่อยากเกิดมาจน เป็นต้น
บุคคลที่ทำทาน มีศีล ภาวนา ที่มีความปรารถนาในตัณหาอย่างใดอย่างหนึ่ง คือทำบุญโดยหวังผลตอบแทนไม่ใช่สิ่งที่ผิดแต่อย่างใด แต่กุศลนั้นมีน้อยเรียกว่าวัฏฏคามี เป็นการทำบุญที่ทำให้ต้องกลับมาเวียนว่ายตายเกิดอีกไม่พ้นจากทุกข์ไปได้ ส่วนบุคคลที่ทำทาน รักษาศีล ภาวนา โดยไม่มีตัณหามาเจือปน ไม่หวังผลตอบแทนใดๆ เรียกว่าวิวัฏฏคามี เป็นกุศลที่ทำแล้วพ้นจากการเวียนว่ายตายเกิด ไม่ต้องมาเกิด แก่ เจ็บ ตายอีก
ถามว่า: ทำบุญแล้วไม่อาศัยตัณหาหรือผลตอบแทนแล้วอาศัยอะไร?
ตอบว่า: ให้อาศัยปัญญาพิจารณาถึงกองทุกข์ คือชาติความเกิดมาเป็นขันธ์๕ หรือรูปกับนาม ที่มีความแก่ชรา เจ็บไข้ได้ป่วย มีความแตกดับทำลายไป มีความโศกเศร้าเสียใจด้วยความพลัดพรากจากสังขาร และสิ่งที่เป็นที่รักที่ชอบใจ ความทุกข์ทั้งหลายจะเกิดจะมีต้องอาศัยตัณหา ความดิ้นรนอยากเกิดอยากมีต่อไปในภพหน้า
ตัณหาทั้งหลายพาสัตว์เกิด แก่ เจ็บ ตาย อยู่ในภพทั้ง๓ คือกามภพ รูปภพ และอรูปภพต่อไปอีก ไม่ให้สัตว์ทั้งหลายถึงซึ่งนิพพานออกจากภพชาติได้ ต้องเวียนว่ายตายเกิดอยู่ในวัฏสงสาร ให้เกิด แก่ เจ็บ ตาย อยู่ต่อไปด้วยตัณหานี้เอง
เมื่ออาศัยปัญญาพิจารณาเห็นโทษของตัณหาที่พาเวียนวนตายเกิดนี้แล้ว ก็สิ้นความยินดีที่จะอาศัยตัณหาความอยากในกามคุณ คือรูป รส กลิ่น เสียง เครื่องสัมผัส ให้เกิดความกำหนัดรักใคร่ในโลกีย์นี้อีก
รวบรวมเรียบเรียงโดย พ.ต.อ.ประยูร ดิษฐานพงศ์
วันศุกร์ที่ 23 พฤศจิกายน พ.ศ. 2555
5 อาชีพที่ไม่ควรทำ
มิจฉาวณิชชา คือ การค้าขายที่ผิด หรือไม่ชอบธรรม หมายถึง บุคคลไม่ควรค้าขายสิ่งเหล่านี้ ซึ่งถือว่าเป็นอันตรายต่อเพื่อนมนุษย์ต่อสัตว์และต่อสภาพแวดล้อม
1. สัตถวณิชชา คือ การขายอาวุธ ได้แก่ อาวุธปืน อาวุธเคมี ระเบิด นิวเคลียร์ อาวุธอื่น ๆ เป็นต้น อาวุธเหล่านี้หากมีเจตนาเพื่อทำร้ายกัน จะก่อให้เกิดการทำลายล้างซึ่งกันและกัน โลกจะไม่เกิดสันติสุข
2. สัตตวณิชชา หมายถึง การค้าขายมนุษย์ ได้แก่ การค้าขายเด็ก การค้าทาส ตลอดจนการใช้แรงงานเด็กและสตรีอย่างทารุณ
3. มังสวณิชชา หมายถึง ค้าขายสัตว์เป็น สำหรับฆ่าเพื่อเป็นอาหารเป็นการส่งเสริมให้ทำผิดศีลข้อที่ 1 คือการฆ่าสัตว์ตัดชีวิต
4. มัชชวณิชชา หมายถึง การค้าขายน้ำเมา ตลอดจนการค้าสารเสพติดทุกชนิด
5. วิสวณิชชา หมายถึง การค้าขายยาพิษ ซึ่งเป็นอันตรายต่อผู้ใช้ รวมทั้งเป็นอันตรายต่อสัตว์
การทำมาค้าขายทั้งห้าชนิดนี้ ทางพุทธศาสนาถือว่าเป็นการทำมาหากินที่ไม่ชอบธรรม เพราะมีเป้าหมายที่ชัดเจนในการเบียดเบียนเพื่อนมนุษย์และสิ่งมีชีวิต ตลอดถึงเป็นอันตรายต่อการอยู่ร่วมกันอย่างสันติของคนในสังคม
1. สัตถวณิชชา คือ การขายอาวุธ ได้แก่ อาวุธปืน อาวุธเคมี ระเบิด นิวเคลียร์ อาวุธอื่น ๆ เป็นต้น อาวุธเหล่านี้หากมีเจตนาเพื่อทำร้ายกัน จะก่อให้เกิดการทำลายล้างซึ่งกันและกัน โลกจะไม่เกิดสันติสุข
2. สัตตวณิชชา หมายถึง การค้าขายมนุษย์ ได้แก่ การค้าขายเด็ก การค้าทาส ตลอดจนการใช้แรงงานเด็กและสตรีอย่างทารุณ
3. มังสวณิชชา หมายถึง ค้าขายสัตว์เป็น สำหรับฆ่าเพื่อเป็นอาหารเป็นการส่งเสริมให้ทำผิดศีลข้อที่ 1 คือการฆ่าสัตว์ตัดชีวิต
4. มัชชวณิชชา หมายถึง การค้าขายน้ำเมา ตลอดจนการค้าสารเสพติดทุกชนิด
5. วิสวณิชชา หมายถึง การค้าขายยาพิษ ซึ่งเป็นอันตรายต่อผู้ใช้ รวมทั้งเป็นอันตรายต่อสัตว์
การทำมาค้าขายทั้งห้าชนิดนี้ ทางพุทธศาสนาถือว่าเป็นการทำมาหากินที่ไม่ชอบธรรม เพราะมีเป้าหมายที่ชัดเจนในการเบียดเบียนเพื่อนมนุษย์และสิ่งมีชีวิต ตลอดถึงเป็นอันตรายต่อการอยู่ร่วมกันอย่างสันติของคนในสังคม
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)